ไปเคาะประตู GEICO
สมัยเป็นนักศึกษา Columbia เขานั่งรถไฟไปสำนักงาน GEICO ที่วอชิงตันในวันเสาร์ ได้คุยเรื่องธุรกิจประกันกับผู้บริหารชื่อ Lorimer Davidson นานหลายชั่วโมง ต่อมาในปีนั้นเขานำเงินออมก้อนใหญ่ของตัวเองไปทยอยซื้อหุ้น
วอร์เรน บัฟเฟตต์ / ปราชญ์แห่งโอมาฮา
เด็กจากโอมาฮาที่ซื้อหุ้นตัวแรกตอนอายุ 11 ขวบ เปลี่ยนโรงงานทอผ้าชื่อ Berkshire Hathaway ให้เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก ตลอดช่วงปี 1965–2025 ที่เขาบริหาร มูลค่าหุ้น Berkshire เติบโตเฉลี่ย 19.7% ต่อปี เกือบสองเท่าของ S&P 500 หน้านี้สรุปวิธีคิดของเขา พร้อมมุมที่เทรดเดอร์ Forex และทองคำนำไปใช้ได้
To the Shareholders of Berkshire Hathaway Inc.:

ภาพปี 2015 (สาธารณสมบัติ) / USA International Trade Administration · Wikimedia Commons
บัฟเฟตต์เกิดวันที่ 30 สิงหาคม 1930 ที่เมืองโอมาฮา รัฐเนแบรสกา พ่อของเขา Howard Buffett เป็นนายหน้าค้าหุ้นและต่อมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เด็กเขาหาเงินเองด้วยการขายน้ำอัดลมและหมากฝรั่งตามบ้าน ส่งหนังสือพิมพ์ และตั้งตู้พินบอลในร้านตัดผมร่วมกับเพื่อน
เขาเรียนที่ Wharton สองปี ก่อนย้ายไปจบปริญญาตรีที่ University of Nebraska ในปี 1950 ช่วงนั้นเขาอ่านหนังสือ The Intelligent Investor ของ Benjamin Graham แล้วเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการลงทุนทั้งหมด เมื่อถูก Harvard Business School ปฏิเสธ เขาจึงไปเรียนกับ Graham โดยตรงที่ Columbia และจบปริญญาโทในปี 1951
หลังเรียนจบ เขากลับไปทำงานที่บริษัทนายหน้าของพ่อในโอมาฮา แล้วได้ร่วมงานกับ Graham ที่ Graham-Newman ในนิวยอร์กช่วงปี 1954–1956 เมื่อ Graham เลิกทำกองทุน บัฟเฟตต์กลับโอมาฮาและตั้งห้างหุ้นส่วนลงทุนของตัวเองในปี 1956
บัฟเฟตต์วัย 11 ขวบ ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ Cities Service 3 หุ้น ราคาหุ้นละ 38 ดอลลาร์ และซื้อให้พี่สาว Doris อีก 3 หุ้น
ราคาตามที่บัฟเฟตต์เล่าย้อนหลังในการสัมภาษณ์ ไม่ใช่ข้อมูลรายวันจริง
จุดเปลี่ยนทางความคิดบัฟเฟตต์อ่าน The Intelligent Investor ตอนอายุ 19 และพูดถึงหนังสือเล่มนี้เสมอว่าเป็นหนังสือลงทุนที่ดีที่สุดที่เคยอ่าน สองแนวคิดจากหนังสือเล่มนี้ คือ Mr. Market และ Margin of Safety กลายเป็นแกนของวิธีลงทุนเขาไปตลอดชีวิต
ชีวิตการลงทุนของบัฟเฟตต์ไม่ได้มีแต่ดีลที่สำเร็จ บางดีลเขายอมรับเองว่าผิดพลาดและเขียนเล่าไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น แตะสันหนังสือแต่ละเล่มเพื่ออ่านเรื่องของปีนั้น
สมัยเป็นนักศึกษา Columbia เขานั่งรถไฟไปสำนักงาน GEICO ที่วอชิงตันในวันเสาร์ ได้คุยเรื่องธุรกิจประกันกับผู้บริหารชื่อ Lorimer Davidson นานหลายชั่วโมง ต่อมาในปีนั้นเขานำเงินออมก้อนใหญ่ของตัวเองไปทยอยซื้อหุ้น
หน้าแรกของจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire ทุกปีเป็นตารางเดียวกัน คือผลตอบแทนของมูลค่าหุ้นต่อหุ้น เทียบกับดัชนี S&P 500 รวมปันผล ช่วงปี 1965–2025 หุ้น Berkshire เติบโตเฉลี่ย 19.7% ต่อปี ขณะที่ S&P 500 เติบโต 10.5% ต่อปี ส่วนต่างราว 9% ต่อปีดูไม่มาก แต่เมื่อทบต้น 61 ปี กำไรสะสมกลายเป็น 6,099,294% เทียบกับ 46,061%
เส้นทางนี้ไม่ได้ราบเรียบ มี 11 ปีที่หุ้นติดลบ ปี 1974 ลดลง 48.7% และปี 2008 ลดลง 31.8% หุ้น Berkshire ชนะดัชนี 40 จาก 61 ปี และเมื่อบริษัทใหญ่ขึ้นมาก ผลตอบแทนก็ใกล้ตลาดขึ้น ช่วง 20 ปีแรกเฉลี่ยราว 26% ต่อปี แต่ช่วงปี 2005–2025 เหลือราว 11% ใกล้เคียงกับดัชนี
ตัวเลขในเครื่องคำนวณนี้คำนวณจากผลตอบแทนรายปีที่ปัดทศนิยมหนึ่งตำแหน่งในจดหมาย ผลรวมจึงอาจต่างจากตัวเลขทางการเล็กน้อย
หุ้น Berkshire S&P 500 รวมปันผล · แท่งที่เกิน ±130% ถูกตัดความสูง
| ปี | Berkshire | S&P 500 |
|---|
1TRADER เป็นพาร์ทเนอร์ (IB) และได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อเปิดบัญชีผ่านลิงก์ · % คือสัดส่วนค่าคอม IB ที่คืนให้ · วิธีรับรีเบต
Benjamin Graham เปรียบตลาดเป็นหุ้นส่วนอารมณ์แปรปรวนชื่อ Mr. Market ทุกวันเขาเสนอราคาซื้อขายหุ้นให้คุณ วันที่ร่าเริงเขาเสนอราคาสูงเกินจริง วันที่หดหู่เขาเสนอราคาต่ำจนน่าตกใจ บัฟเฟตต์ยกเรื่องนี้มาเล่าในจดหมายปี 1987 และย้ำว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำตามเขาเลย ลองเล่นดู: คุณประเมินมูลค่าบริษัทสมมุติไว้ที่ 100 ดอลลาร์ต่อหุ้น แล้วรับมือกับราคาที่เขาเสนอ 12 วัน
ถือได้สูงสุด 3 หุ้น ราคาทั้ง 12 วันเป็นตัวเลขสมมุติเพื่อการเรียนรู้ และมูลค่ากิจการไม่เปลี่ยนตลอดเกม
ประเมินมูลค่า ใส่ราคาที่ตลาดเสนอ แล้วลองยอมรับว่าการประเมินของคุณอาจพลาดได้กี่เปอร์เซ็นต์
1TRADER เป็นพาร์ทเนอร์ (IB) และได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อเปิดบัญชีผ่านลิงก์ · % คือสัดส่วนค่าคอม IB ที่คืนให้ · วิธีรับรีเบต
บัฟเฟตต์ไม่ใช่นักเทรดรายวัน แต่ Berkshire เคยถือสถานะค่าเงินและโลหะมีค่าขนาดใหญ่จริง ทุกครั้งเขาเริ่มจากเหตุผลเชิงพื้นฐาน เช่น การขาดดุลการค้าของสหรัฐ หรือความไม่สมดุลระหว่างการผลิตกับการใช้ แล้วถือสถานะนานเป็นปี ไม่ได้ตามจังหวะราคารายวัน
สิ่งที่เทรดเดอร์ Forex และทองคำนำไปใช้ได้จึงไม่ใช่การลอกสถานะของเขา แต่เป็นลำดับความคิด คือเข้าใจมูลค่าก่อน เผื่อความผิดพลาด แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องราคา ส่วนทองคำ เขาเตือนเสมอว่าเป็นสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวมากกว่ากระแสเงินสด
Berkshire ใช้สัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าถือเงินยูโร ฟรังก์สวิส ดอลลาร์ออสเตรเลีย เยน ปอนด์ และสกุลอื่น เพราะบัฟเฟตต์กังวลเรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐ Forbes รายงานกำไรราว 297 ล้าน (2002) 825 ล้าน (2003) และ 1.84 พันล้านดอลลาร์ (2004) ก่อนเริ่มขาดทุนเมื่อดอลลาร์ฟื้นในปี 2005 (ขาดทุน 307 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก)
จดหมายปี 1997 เปิดเผยว่า Berkshire ถือเงิน 111.2 ล้านออนซ์ โดยให้เหตุผลว่าความต้องการใช้สูงกว่าปริมาณการผลิตมาหลายปี สต็อกโลหะจึงลดลงเรื่อย ๆ ต่อมา Berkshire ประกาศว่าซื้อเพิ่มจนรวม 129.7 ล้านออนซ์ และเขาขายออกไปก่อนราคาจะขึ้นแรงในช่วงหลัง
บัฟเฟตต์เขียนว่าทองคำทั้งโลกราว 170,000 ตัน หลอมรวมเป็นลูกบาศก์ได้ด้านละราว 68 ฟุต เงินจำนวนเดียวกันซื้อพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของสหรัฐ บริษัทขนาด Exxon Mobil ได้ 16 แห่ง และยังเหลือเงินราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ เขาชี้ว่าทองไม่สร้างผลผลิต ราคาจึงขึ้นกับความกลัวและความต้องการของคนซื้อรายถัดไป
เริ่มจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น ส่วนต่างดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และดุลการค้า แล้วค่อยดูว่าราคาปัจจุบันถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับภาพนั้น
Margin of Safety ของเทรดเดอร์คือจุดตัดขาดทุนที่อยู่นอกระยะแกว่งปกติ และขนาด Lot ที่เล็กพอให้ผิดแล้วไม่เจ็บหนัก
เลือก 1–2 คู่เงินหรือทองคำที่เข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนจริง ดีกว่าเทรดทุกอย่างที่วิ่ง
บัฟเฟตต์และมังเกอร์ย้ำเสมอว่าเลเวอเรจทำให้คนเก่งหมดตัวได้ ขาดทุนครั้งเดียวที่ใหญ่พอจะรีเซ็ตพลังทบต้นทั้งหมด
1TRADER เป็นพาร์ทเนอร์ (IB) และได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อเปิดบัญชีผ่านลิงก์ · % คือสัดส่วนค่าคอม IB ที่คืนให้ · วิธีรับรีเบต
สถานะค่าเงินของ Berkshire เป็นการถือยาวหลายปีเพื่อป้องกันความเสี่ยงของเงินดอลลาร์ ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้นด้วยเลเวอเรจสูง ควรฝึกในบัญชีทดลองก่อนใช้เงินจริง · ดูราคาล่าสุดที่ ราคาทองวันนี้
บัฟเฟตต์เคยเปรียบในการบรรยายว่า ถ้าทุกคนมีบัตรที่เจาะได้แค่ 20 ช่องสำหรับการลงทุนทั้งชีวิต ทุกคนจะคิดให้รอบคอบขึ้นมาก และจะลงเงินก้อนใหญ่เฉพาะเมื่อมั่นใจจริง สำหรับเทรดเดอร์ ลองนึกว่าบัตรใบนี้คือโควตาเทรดของเดือนนี้ แล้วเจาะเฉพาะจังหวะที่ผ่านเช็กลิสต์ครบ
แตะช่องเพื่อเจาะ ทุกช่องแทนการตัดสินใจลงเงินหนึ่งครั้ง
กฎข้อ 1 คืออย่าขาดทุน กฎข้อ 2 คืออย่าลืมกฎข้อ 1 ความหมายจริงคือหลีกเลี่ยงความเสียหายถาวร ไม่ใช่ห้ามราคาติดลบเลย
ขนาดของวงความรู้ไม่สำคัญเท่าการรู้ว่าขอบวงอยู่ตรงไหน แล้วลงเงินเฉพาะในวงนั้น
ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินมากพอ แม้ประเมินพลาดไปบ้างก็ยังไม่ขาดทุนหนัก
ใช้ราคาที่ตลาดเสนอเมื่อเป็นประโยชน์ แต่ไม่ต้องให้อารมณ์ของตลาดมากำหนดการตัดสินใจ
จดหมายปี 1986 เขียนว่าให้กลัวเมื่อคนอื่นโลภ และโลภก็ต่อเมื่อคนอื่นกลัวเท่านั้น
จดหมายปี 2001 เปรียบว่าเมื่อน้ำลงจึงรู้ว่าใครแก้ผ้าว่ายน้ำ ความเสี่ยงที่ซ่อนไว้ เช่น เลเวอเรจสูง จะโผล่ตอนวิกฤต
กฎข้อ 1 ของบัฟเฟตต์แปลเป็นภาษาเทรดเดอร์ได้ว่า อย่าให้ไม้เดียวทำพอร์ตเสียหายหนัก ตั้งความเสี่ยงต่อไม้ไว้ไม่เกิน 1–2% ของพอร์ต
ไม่มีใครประเมินตลาดได้แม่นทุกครั้ง วาง Stop Loss นอกระยะแกว่งปกติ แล้วลดขนาด Lot ให้สอดคล้องกัน นี่คือ Margin of Safety ของเทรดเดอร์
เลือกคู่เงินหรือทองคำที่คุณรู้ว่าอะไรขับเคลื่อนราคา เช่น ดอกเบี้ยของธนาคารกลาง แทนการไล่ตามทุกกราฟที่วิ่ง
บัฟเฟตต์สร้างความมั่งคั่งโดยไม่พึ่งหนี้กู้ยืมสูง แต่ใช้เงินสำรองจากธุรกิจประกัน (Float) ที่ต้นทุนต่ำ เลเวอเรจสูงทำให้ขาดทุนเร็วจนไม่มีโอกาสแก้ตัว
ข้อ 1 / 5
ปี 1942 เขาซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ Cities Service 3 หุ้น ราคาหุ้นละ 38 ดอลลาร์
แนวคิดจาก Benjamin Graham ที่บัฟเฟตต์ใช้ตลอดชีวิต
ราคาที่ตลาดเสนอเป็นโอกาส ไม่ใช่คำสั่ง
ผ่านสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า ขนาดสถานะสูงสุดราว 21.8 พันล้านดอลลาร์
เทียบกับ S&P 500 รวมปันผลที่ 10.5% ต่อปี
หลักของบัฟเฟตต์มีประโยชน์กับเทรดเดอร์เมื่อแปลงเป็นการคุมความเสี่ยงจริง นี่คือเครื่องมือบน 1TRADER ที่ช่วยให้ประเมินปัจจัยพื้นฐาน วางขนาดออเดอร์ และระวังวันที่ตลาดอารมณ์แปรปรวน
เปิดบัญชีผ่าน 1TRADER รับเงินคืนทุก Lot ที่เทรด ช่วยลดต้นทุน Spread และค่าคอมมิชชั่นในระยะยาว
วิธีรับรีเบตทีละขั้น →การเทรดด้วยเลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง ศึกษาเงื่อนไขของโบรกเกอร์และคำเตือนความเสี่ยงก่อนเปิดบัญชี
เขาติดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลกมาหลายสิบปี ทรัพย์สินเกือบทั้งหมดอยู่ในหุ้น Berkshire Hathaway ตัวเลขจึงเปลี่ยนตามราคาหุ้นทุกวัน ควรดูข้อมูลล่าสุดจาก Forbes หรือ Bloomberg Billionaires Index และเขาทยอยบริจาคหุ้นเพื่อการกุศลเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2006
ไม่ได้บริหารแล้ว Greg Abel เป็น CEO ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 และเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 บัฟเฟตต์ลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ โดย Howard Buffett ลูกชายรับตำแหน่งแทน ส่วนบัฟเฟตต์เป็นประธานกิตติมศักดิ์ (Chairman Emeritus) และยังเป็นกรรมการ ก่อนหน้านั้นในจดหมายเดือนพฤศจิกายน 2025 เขาบอกว่าจะเงียบลงและไม่เขียนจดหมายประจำปีอีก จดหมายประจำปีฉบับล่าสุด (กุมภาพันธ์ 2026) จึงเขียนโดย Abel
เขาไม่ได้เทรดรายวัน แต่ Berkshire เคยถือสถานะค่าเงินขนาดใหญ่ช่วงปี 2002–2005 เพื่อเดิมพันว่าดอลลาร์จะอ่อนค่า และเคยซื้อโลหะเงินช่วงปี 1997–1998 ส่วนทองคำ เขาวิจารณ์มาตลอดว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างผลผลิต
คือส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่ประเมินกับราคาที่จ่าย แนวคิดนี้มาจาก Benjamin Graham ยิ่งส่วนต่างมาก ยิ่งทนต่อการประเมินผิดหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ สำหรับเทรดเดอร์เทียบได้กับการวาง Stop Loss และขนาด Lot ที่เผื่อความผิดพลาดไว้
เขาซื้อเพราะหุ้นราคาถูกกว่ามูลค่าทรัพย์สิน แต่ธุรกิจทอผ้ากำลังถดถอย เงินที่ลงไปในโรงงานให้ผลตอบแทนต่ำ เขาเคยบอกว่าถ้าเอาเงินก้อนนั้นไปซื้อธุรกิจประกันตั้งแต่แรกจะดีกว่ามาก บทเรียนคือหุ้นราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าเสมอไป
เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขผลตอบแทนอ้างอิงจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ส่วนตัวเลขดีลอ้างอิงรายงานข่าวและหนังสือ ซึ่งบางส่วนต่างกันตามแหล่ง · คำเตือนความเสี่ยง · คำศัพท์ Forex · เครื่องคำนวณ