Magellan ทำผลตอบแทนเฉลี่ยราว 29% ต่อปี
ผลตอบแทนรายปีปี 1977–1989 ทบต้นได้ราว 29.2% ต่อปี ตรงกับตัวเลขที่อ้างกันทั่วไป บางแหล่งใช้ตัวเลข 29.7% ต่างกันตามช่วงเวลาที่นับ
ปีเตอร์ ลินช์ / ผู้จัดการกองทุน Magellan ผู้หาหุ้นจากห้างสรรพสินค้า
อดีตแคดดี้สนามกอล์ฟที่กลายเป็นผู้จัดการกองทุนรวมที่ดังที่สุดของยุค 1980 เขาเชื่อว่าคนธรรมดาเห็นไอเดียดี ๆ ก่อนวอลล์สตรีท ถ้ายอมทำการบ้านต่อ หน้านี้ให้คุณลองถือ Magellan ด้วยตัวเลขจริงรายปี ฝึกแยกหุ้น 6 กลุ่มแบบลินช์ และวัดว่าราคาแพงเกินการเติบโตหรือไม่
ภาพประกอบ: สมุดจดไอเดียหุ้น ชื่อหุ้นเป็นตัวอย่างที่ลินช์และสื่อเล่าถึง ไม่พบภาพถ่ายที่ใช้สัญญาอนุญาตเปิด
ลินช์เสียพ่อตั้งแต่เด็ก และต้องทำงานเป็นแคดดี้ช่วยครอบครัว ที่สนามกอล์ฟเขาได้ฟังนักธุรกิจคุยเรื่องหุ้นทุกวัน หุ้นตัวแรกที่เขาซื้อตอนเรียนมหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายเท่า และช่วยจ่ายค่าเรียนต่อ
เขาเข้า Fidelity ในฐานะนักวิเคราะห์ ไต่เต้าจนได้บริหาร Magellan กองทุนเล็ก ๆ ในปี 1977 และเกษียณเมื่ออายุเพียง 46 ปี แตะแต่ละช่วงเพื่อไล่ดูเส้นทางของเขา
1944 · เกิดวันที่ 19 มกราคม 1944 ที่เมืองนิวตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ชานเมืองบอสตัน
เรียบเรียงจากที่ลินช์เล่าในสัมภาษณ์กับ PBS Frontline และบทความของ Wharton Magazine บทเรียนสำคัญไม่ใช่ขั้นที่ 1 แต่คือขั้นที่ 2 และ 3
ลินช์ใน Wharton Magazineคนที่พลิกก้อนหินดูมากที่สุดคือคนที่ชนะเกมนี้
ถอดความ ไม่ใช่คำแปลตรงตัว
ตัวเลขด้านล่างคือผลตอบแทนรายปีจริงของกองทุน Magellan เทียบกับดัชนี S&P 500 รวมปันผล เลือกปีที่คุณเข้าและออก หรือเลือกพฤติกรรมไล่ตามผลงาน คือถือเฉพาะปีที่ต่อจากปีที่กองทุนทำได้ดี แล้วดูว่าเงิน 10,000 ดอลลาร์ของคุณเป็นอย่างไร
ส่วนต่างเกือบทั้งหมดคือเงินใหม่ที่นักลงทุนแห่เข้ามาหลังกองทุนดัง ยิ่งเงินเข้ามาช้า ก็ยิ่งได้ส่วนที่เหลือของการเติบโตน้อยลง
ผลตอบแทนรายปีตามปีปฏิทินของ Magellan จาก Wikipedia และ S&P 500 รวมปันผลจาก Slickcharts ลินช์เริ่มบริหารเดือนพฤษภาคม 1977 และออกเดือนพฤษภาคม 1990 ตัวเลขปี 1977 และ 1990 จึงรวมช่วงที่ผู้จัดการคนอื่นดูแล ไม่คิดค่าธรรมเนียมขาย ภาษี และดอกเบี้ยเงินสด
นักลงทุนจำนวนมากเข้ากองทุนหลังเห็นผลงานดี และออกหลังเจอปีแย่ ซึ่งมักพลาดปีที่ดีที่สุด เทรดเดอร์ที่เปลี่ยนระบบทุกครั้งที่ขาดทุนติดกันก็เจอปัญหาเดียวกัน ตัดสินระบบจากตัวอย่างที่มากพอ ไม่ใช่จากผลลัพธ์ไม่กี่ครั้งล่าสุด
ต้นทุนเล็ก ๆ ทุกไม้ ทบกันเป็นเงินก้อนใหญ่ เทรดทอง ค่าเงิน หรือดัชนีกับ XM ผ่าน 1TRADER รับเงินคืนสูงสุด 90% ของค่าคอม IB ทุก Lot
เปิดบัญชี ↗1TRADER เป็นพาร์ทเนอร์ (IB) และได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อเปิดบัญชีผ่านลิงก์ · % คือสัดส่วนค่าคอม IB ที่คืนให้ · วิธีรับรีเบต
ในหนังสือ One Up on Wall Street ลินช์แยกหุ้นเป็น 6 กลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มให้ผลตอบแทนแบบต่างกัน และต้องใช้วิธีถือคนละแบบ อ่านเรื่องของบริษัทสมมติทีละแห่ง แล้วเลือกกลุ่มที่คิดว่าใช่
—
บริษัทนี้อยู่กลุ่มไหน?
บริษัททั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อฝึกแยกกลุ่ม คำอธิบายกลุ่มเรียบเรียงจาก One Up on Wall Street บริษัทจริงหนึ่งแห่งอาจย้ายกลุ่มได้เมื่อเวลาผ่านไป เช่นหุ้นโตเร็วที่โตจนใหญ่ก็กลายเป็นหุ้นแกร่ง
ทองคำ น้ำมัน และค่าเงินก็มีนิสัยต่างกันในแต่ละช่วง บางช่วงวิ่งเป็นเทรนด์ยาวตามดอกเบี้ย บางช่วงแกว่งในกรอบ การรู้ว่าตอนนี้ตลาดอยู่ในโหมดไหน ช่วยให้เลือกวิธีเทรดและจุดออกได้ถูก แทนการใช้กลยุทธ์เดียวกับทุกสถานการณ์
1TRADER เป็นพาร์ทเนอร์ (IB) และได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อเปิดบัญชีผ่านลิงก์ · % คือสัดส่วนค่าคอม IB ที่คืนให้ · วิธีรับรีเบต
ลินช์ชอบหุ้นเติบโต แต่ไม่ยอมจ่ายแพงเกินไป วิธีที่เขาเล่าในหนังสือคือเทียบ P/E กับอัตราการเติบโตของกำไร และนับปันผลรวมเข้าไปด้วย ลองปรับตัวเลขของบริษัทสมมติแล้วดูเข็มวัด
เกณฑ์จาก One Up on Wall Street: ค่า (การเติบโต + ปันผล) ÷ P/E ต่ำกว่า 1 ไม่น่าสนใจ ราว 1.5 พอใช้ และตั้งแต่ 2 ขึ้นไปคือสิ่งที่เขามองหา ส่วน PEG แบบที่นิยมใช้กัน ค่าราว 1 ถือว่าราคาสมเหตุสมผล เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น และขึ้นกับว่าตัวเลขการเติบโตที่ใส่เข้าไปเชื่อได้แค่ไหน
ทองคำและค่าเงินไม่มีกำไรให้คำนวณ P/E แต่คำถามเดียวกันใช้ได้ คือราคาที่จ่ายสมเหตุสมผลกับสิ่งที่ได้ไหม เช่นเข้าซื้อหลังราคาวิ่งไปไกลมาก ระยะ Stop Loss ที่ต้องใช้จะกว้าง ขณะที่กำไรที่เหลืออาจไม่คุ้มความเสี่ยง
ลินช์เล่าแบบติดตลกว่าเขาดูอารมณ์ตลาดได้จากงานเลี้ยง ว่าคนในงานคุยกับผู้จัดการกองทุนอย่างไร เราเทียบแต่ละระยะกับกลุ่มแชทเทรดในปัจจุบัน แตะแต่ละระยะเพื่อดู
—
—
—
เรียบเรียงจาก One Up on Wall Street ตัวเลข 15% และ 30% เป็นตัวเลขโดยประมาณที่ลินช์ใช้เล่า ไม่ใช่สูตรจับจังหวะตลาด ตัวเขาเองไม่เชื่อในการเดาจังหวะตลาดทั้งหมด ใช้เป็นเครื่องเตือนสติเรื่องอารมณ์หมู่เท่านั้น
ลินช์เป็นนักลงทุนที่ถูกอ้างถึงบ่อยมาก บางตัวเลขถูกเล่าต่อจนคลาดเคลื่อน เราแยกแต่ละเรื่องตามน้ำหนักของหลักฐาน
ผลตอบแทนรายปีปี 1977–1989 ทบต้นได้ราว 29.2% ต่อปี ตรงกับตัวเลขที่อ้างกันทั่วไป บางแหล่งใช้ตัวเลข 29.7% ต่างกันตามช่วงเวลาที่นับ
สินทรัพย์โตราว 778 เท่า แต่เงิน 1 ดอลลาร์ที่ถือตลอดโตราว 28 เท่า ส่วนที่เหลือคือเงินใหม่ที่นักลงทุนแห่เข้ามาเมื่อกองทุนดัง
แพ้ S&P 500 เพียงสองปีเต็ม คือปี 1984 และ 1987 ส่วนปี 1990 ที่เขาบริหารแค่ครึ่งแรกของปีก็แพ้เล็กน้อยเช่นกัน
เรื่องนี้ถูกอ้างต่อกันมามาก แต่ไม่พบงานศึกษาต้นทาง Fidelity ปฏิเสธว่าไม่เคยพูด ข้อมูลที่มีหลักฐานคือกองทุนเคยขาดทุนในบางช่วง 12 เดือน บทเรียนเรื่องการไล่ซื้อขายตามผลงานยังเป็นจริง แต่ตัวเลขนี้ไม่ควรอ้าง
Carolyn ภรรยาของเขาชอบสินค้าจริง แต่นั่นเป็นแค่จุดเริ่ม เขาไปศึกษาต่อว่าสินค้าวางขายที่ไหน ใครซื้อ และคู่แข่งเป็นอย่างไร ก่อนจะซื้อหุ้น
ลินช์เน้นซ้ำว่าความคุ้นเคยเป็นแค่ที่มาของไอเดีย ต้องดูงบการเงิน หนี้ การเติบโต และราคาต่อ เขาเปรียบการลงทุนโดยไม่ทำการบ้านว่าเหมือนเล่นโป๊กเกอร์โดยไม่ดูไพ่
Christian Science Monitor รายงานว่ามูลค่ากองทุนที่ลดลงเกือบทั้งหมดมาจากราคาหุ้นที่ลดลง ไม่ใช่การขาย และเขาให้สัมภาษณ์ว่ากองทุนลงทุนเต็มทั้งตอนตลาดขึ้นและลง
เขาซื้อในปี 1982 หลังรัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ให้ Chrysler ไปแล้ว ไม่ใช่ตอนที่ยังไม่รู้ว่าบริษัทจะรอดหรือไม่ หุ้นฟื้นตัวที่ดีมักซื้อหลังเห็นสัญญาณว่ารอดแล้ว
คำนี้ยืมมาจากภาษาเบสบอล หมายถึงหุ้นที่ราคาขึ้น 10 เท่า เขาใช้ในหนังสือ One Up on Wall Street จนนักลงทุนทั่วโลกใช้ตาม
ทุก Lot ที่เทรดกับ XM ผ่าน 1TRADER ได้เงินคืนสูงสุด 90% ของค่าคอม IB ช่วยให้ต้นทุนต่ำลงในระยะยาว
เปิดบัญชีรับเงินคืน ↗1TRADER เป็นพาร์ทเนอร์ (IB) และได้รับค่าคอมมิชชันเมื่อเปิดบัญชีผ่านลิงก์ · % คือสัดส่วนค่าคอม IB ที่คืนให้ · วิธีรับรีเบต
ลินช์แนะนำให้เล่าเรื่องของหุ้นที่จะซื้อให้จบในสองนาที ว่าทำไมจะขึ้นและอะไรต้องเกิดขึ้น เทรดเดอร์ทำแบบเดียวกันได้ ถ้าอธิบายไม่ได้ว่าทำไมเปิดออเดอร์ อย่าเพิ่งเปิด
ลินช์แยกหุ้นเป็นกลุ่มเพราะแต่ละกลุ่มต้องใช้กลยุทธ์ต่างกัน ทองคำและสกุลเงินก็เช่นกัน บางช่วงวิ่งเป็นเทรนด์ยาว บางช่วงแกว่งตามรอบข่าว รู้พฤติกรรมก่อนเลือกวิธีเทรด
เขามองว่าการพยายามจับจังหวะตลาดใหญ่ทำให้นักลงทุนเสียมากกว่าได้ เทรดเดอร์ควรวางแผนว่าจะทำอะไรถ้าราคาไปทางไหน แทนการทายว่าราคาจะไปทางไหน
ลินช์บอกว่าถูก 6 ครั้งใน 10 ครั้งก็ถือว่าทำได้ดีแล้ว สิ่งที่ทำให้ได้ผลคือปล่อยให้ตัวที่ถูกทำกำไร และตัดตัวที่ผิดไม่ให้เสียหายมาก คำนวณขนาดออเดอร์ให้ขาดทุนแต่ละครั้งไม่ทำร้ายพอร์ต
ข้อ 1 / 5
ราว 29.2% ต่อปี ขณะที่ S&P 500 รวมปันผลอยู่ราว 15%
คำที่ยืมมาจากเบสบอล ลินช์ใช้เรียกหุ้นที่ราคาขึ้น 10 เท่าจากที่ซื้อ
Carolyn ภรรยาของเขาชอบถุงน่อง L’eggs จากนั้นเขาจึงไปทำการบ้านต่อ
ต่ำกว่า 1 ถือว่าไม่น่าสนใจ ราว 1.5 พอใช้ และตั้งแต่ 2 ขึ้นไปคือสิ่งที่เขามองหา
เงิน 1 ดอลลาร์ที่ถือตลอดโตราว 28 เท่า ส่วนที่เหลือคือเงินใหม่
สิ่งที่นำไปใช้ได้จากลินช์คือทำการบ้านก่อนลงมือ รู้พฤติกรรมของสิ่งที่เทรด และคุมขาดทุนแต่ละครั้งให้เล็ก นี่คือเครื่องมือบน 1TRADER ที่ช่วยได้
เปิดบัญชีผ่าน 1TRADER รับเงินคืนทุก Lot ที่เทรด ช่วยลดต้นทุน Spread และค่าคอมมิชชั่นในระยะยาว
วิธีรับรีเบตทีละขั้น →การเทรดด้วยเลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง ศึกษาเงื่อนไขของโบรกเกอร์และคำเตือนความเสี่ยงก่อนเปิดบัญชี
ผู้จัดการกองทุนชาวอเมริกัน เกิดปี 1944 บริหารกองทุน Magellan ของ Fidelity ปี 1977–1990 ทำผลตอบแทนเฉลี่ยราว 29.2% ต่อปี และเขียนหนังสือ One Up on Wall Street
หาไอเดียการลงทุนจากสิ่งที่คุณเห็นในชีวิตประจำวันหรือในงานของคุณ ก่อนคนในวอลล์สตรีทจะสังเกตเห็น แต่ลินช์เน้นว่าต้องทำการบ้านต่อเสมอ ทั้งงบการเงิน หนี้ และราคา ไม่ใช่ซื้อเพราะชอบสินค้า
หุ้นที่ราคาขึ้น 10 เท่าจากราคาที่ซื้อ เป็นคำจากภาษาเบสบอลที่ลินช์ใช้ในหนังสือจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก
วิธีที่นิยมคือนำ P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร ค่าราว 1 ถือว่าราคาสมเหตุสมผล ในหนังสือ One Up on Wall Street ลินช์ยังใช้อีกแบบคือ (การเติบโต + ปันผล) ÷ P/E ถ้าได้ 2 ขึ้นไปถือว่าน่าสนใจ
อธิบายเหตุผลของออเดอร์ให้ได้ในสองนาที รู้ว่าสิ่งที่เทรดเคลื่อนไหวแบบไหน ไม่พยายามทายตลาดทั้งหมด และคุมขาดทุนแต่ละครั้งให้เล็ก เพราะถูก 6 ใน 10 ครั้งก็พอ
เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่รายงานต่อสาธารณะ ห้องทดลองใช้แบบจำลองและบริษัทสมมติ · คำเตือนความเสี่ยง · คำศัพท์ Forex · เครื่องคำนวณ